Part of speech แกรมม่าภาษาอังกฤษขั้นเริ่มต้น (EP.2)

สวัสดีค่า เห็นหัวข้อก็รู้เลยใช่ไหมคะว่าวันนี้เราจะมาต่อเรื่อง Part of speech กันจากคราวที่แล้ว ใครจำไม่ได้หรือยังไม่ได้อ่านก็กลับไปทบทวนกันก่อนได้นะ (EP.1) รอบนี้เรายังเหลือกันอีก 5 ประเภท ว่าแล้วก็ไปกันดีกว่า

Part of speech (EP.2)

1. Adverb

            คำกริยาวิเศษณ์ มีหน้าที่ในการช่วยขยายคำกริยานั่นเอง แบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ประเภท ดังนี้

  • Adverbs of manner ใช้ขยายคำกริยาที่เพื่อบอกว่ากริยานั้นๆมีการกระทำในลักษณะใด เช่น slowly, neatly, loudly, kindly

ตัวอย่าง:

1. She ran quickly.

2. John ate cake greedily.

  • Adverbs of time มีหน้าที่ในการขยายคำกริยาในประโยคเพื่อบอกว่าการกระทำนั้นๆเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เช่น daily, weekly, monthly, yesterday

ตัวอย่าง:

1. We go to gym weekly.

2. She went to grocery store yesterday.

  • Adverbs of degree มักจะวางไว้ข้างหน้า adjective, adverb หรือ verb โดยทำหน้าที่บอกถึงสเกลของบางสิ่ง เช่น extremely, too, very, enough, quite

ตัวอย่าง:

1. This computer is running too slowly.

2. This water is not hot enough.

3. The movie is quite interesting.

  • Adverbs of place มีหน้าที่ขยายคำกริยาเพื่อบอกว่าการกระทำนั้นๆเกิดขึ้นที่ไหน เช่น here, there, outside, top, away

ตัวอย่าง:

1. Come here and look what I found.

2. Is there anywhere I can find ATM?

3. Just put it away from me.

  • Adverbs of frequency ใช้ในการบอกความถี่ของการกระทำนั้นๆ บางคำก็เป็นตัวเดียวกันกับ Adverbs of time ที่ใช้บอกช่วงความถี่ที่แน่นอน เช่น weekly, monthly, daily และบอกช่วงความถี่ที่ไม่แน่นอน เช่น often, rarely, usually, always

ตัวอย่าง:

1. I often eat out on Sunday.

2. She always takes her dog to walk. 3. The bank is open daily.

2. Adjective

            คำวิเศษณ์ part of speech ประเภทนี้ใช้ขยายคำนามหรือคำสรรพนาม ซึ่งมักจะวางไว้ข้างหน้า สามารถแบ่งได้เป็น 7 ประเภท

  • Descriptive adjectives เป็นประเภทที่เราคุ้นเคยกันดีเลย ซึ่งก็คือเอาไว้ขยายคำนามหรือคำสรรพนามทั่วไปนั่นเอง เช่น beautiful, tall, annoying, fast และยังแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

1. A positive adjective เป็น adjective ทั่วไป ที่ไม่ใช้ในการเปรียบเทียบ

2. A comparative adjective ใช้ในการเปรียบเทียบในขั้นกว่า เช่น น้อยกว่า สูงกว่า สวยกว่า

3. A superlative adjective ใช้เพื่อบอกว่าสิ่งนั้นคือที่สุด เช่น ดีที่สุด เก่งที่สุด แย่ที่สุด

ซึ่งทั้ง 3 ระดับใช้ได้เฉพาะ adjective ประเภทนี้เท่านั้น และถ้าคำนั้นมีตั้งแต่ 3 พยางค์ขึ้นไปจะต้องใช้ less นำหน้ากรณีที่ต้องการแสดงออกว่าน้อยกว่า และคำว่า more เพื่อแสดงว่ามากกว่าในขั้น comparative และคำว่า the least กับ the most ในขั้น superlative

ตัวอย่าง:

1. Those flowers are beautiful.

2. He is really annoying.

3. The kids like red cars.

4. She is the best student in my class.

5. South-Sudan is one of the least beautiful country in the world.

6. I think laptop is better than tablet.

  • Quantitative adjectives ใช้บอกปริมาณของบางสิ่ง หรือก็คือใช้ตอบคำถามที่ขึ้นต้นด้วย How much หรือ How many นั่นเอง เช่น half, many, a lot หรือจำนวนที่เป็นตัวเลขต่างๆ

ตัวอย่าง:

1. I have two brothers.

2. There is a lot of water in the bathtub.

3. You have many things to do today.

  • Demonstrative adjectives ใช้ขยายว่านามหรือสรรพนามตัวไหนที่เราพูดถึง ได้แก่ This (ใช้แทนสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเป็นเอกพจน์), That (ใช้แทนสิ่งที่อยู่ไกลตัวป็นเอกพจน์), These (ใช้แทนสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเป็นพหูพจน์), Those (ใช้แทนสิ่งที่อยู่ไกลตัวเป็นพหูพจน์)

ตัวอย่าง:

1. This bicycle is mine.

2. I will buy these shoes for my dad.

3. She likes that chocolate cake.

4. Those tables are made from woods.Possessive adjectives มีหน้าที่แสดงความเป็นเจ้าของของสิ่งนั้นๆ

part of speech

ตัวอย่าง:

1. I just bought my computer yesterday.

2. Are these your shoes?

3. Who is his girlfriend?

4. Her mother is a nurse.

5. Our house is on the left.

6. The boys are playing with their friends.

  • Interrogative adjectives ใช้ในรูปแบบของประโยคคำถาม และจะต้องตามด้วย noun หรือ pronoun เสมอ ได้แก่ Which (ใช้ถามในการตัดสินใจเลือกระหว่างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง), What (ถามทั่วไป) และ Whose (ถามถึงความเป็นเจ้าของ)

ตัวอย่าง:

1. Which cake do you want to buy?

2. What food do you like?

3. Whose bicycle is this?

  • Distributive adjectives ใช้ขยายแต่ละสมาชิกของสิ่งที่เป็นกลุ่ม ได้แก่ each, every, either, neither, any

ตัวอย่าง:

1. Each student has favorite subject.

2. Every participant was asked to complete a survey.

3. I don’t like either song.

4. Neither of us can do this.

  • Article adjectives หรือก็คือตัวที่นำหน้าคำนาม a, an, the นั่นเอง

A: ใช้นำหน้านามทั่วไป เป็นเอกพจน์

An: ใช้นำหน้านามทั่วไป เป็นเอกพจน์ และคำนามนั้นขึ้นด้วยสระ (a, e, i, o, u)

The: ใช้นำหน้าคำนาม ทั้งพหูพจน์และเอกพจน์ บอกถึงความเฉพาะเจาะจง

ตัวอย่าง:

1. Do you have a pen?

2. I need an egg for this recipe. 3. The dog is sleeping on the couch.

3. Preposition

            คำบุพบท part of speech ชนิดนี้ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำ มักจะวางไว้หน้าคำนาม หรือคำสรรพนาม เพื่อบอกถึงเวลา, สถานที่, การเคลื่อนไหว ลักษณะและความสัมพันธ์ต่างๆ แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท

  • Prepositions of time ใช้บอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเวลา คำนาม และส่วนอื่นๆของประโยค เช่น on, at, in, from, to, for, since, ago, before, till/until, by

ตัวอย่าง:

1. The meeting begins at 10 AM.

2. She has been waiting for 20 minutes.

3. This milk is expired 3 days ago.

  • Prepositions of place and direction ก็ตามชื่อเลย บอกความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่ ทิศทาง กับคำนาม เช่น towards, up, down, across, between, among, through, in front of, behind, above, over, under, below

ตัวอย่าง:

1. There is a car in front of our house.

2. We took a ferry across the river.

3. Walk down the street and you will find the hotel.

  • Prepositions of agents or things เป็น preposition ที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคำนามและส่วนอื่นๆของประโยค เช่น of, for, by, with, about

ตัวอย่าง:

1. This article is about Germany.

2. He unlocked his car with the key.

3. Most of my friends already get a job after graduation.

  • Phrasal prepositions คือคำสองคำ หรือมากกว่ามารวมกันแล้วทำหน้าที่เป็นคำบุพบท เช่น along with, apart from, because of, by means of, according to, in front of, contrary to, in spite of, on account of

ตัวอย่าง:

1. I’m afraid of spider because of you.

2. According to this book, water boil at 100 degrees. 3. They along with their children went to Atlanta.

4. Conjunction

            คำสันธาน หรือคำเชื่อมนั่นเอง มีหน้าที่ในการเชื่อมระหว่างคำต่างๆ วลี หรืออนุประโยคเข้าด้วยกัน ซึ่งคำที่เราคุ้นเคยกันก็คือ for, and, nor, but, or, yet, so หรือก็คือ fanboys นั่นเอง แต่จริงๆแล้วยังมีอีกเยอะ โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท

  • Coordinating conjunctions มีหน้าที่เชื่อมคำ วลี หรืออนุประโยคซึ่งจะทำให้มีระดับไวยากรณ์เดียวกันทั้งประโยค ได้แก่ for, and, nor, but, or, yet, so หรือ fanboys

ตัวอย่าง:

1. We need a place to work together, so we go to the library.

2. I want to go to the cinema, but my schedule is packed.

3. He likes neither coffee nor tea.

  • Correlative conjunctions เป็นคู่ของคำสันธานที่ใช้ด้วยกัน เช่น either/or, neither/nor, and not only/but also

ตัวอย่าง:

1. The war caused not only destruction and death but also generations of hatred between the two communities.

2. Neither Italy nor France got to the quarter finals last year.

3. You can stay either with me or with Jane.

  • Subordinating conjunctions ทำหน้าที่ในการเชื่อมประโยคใจความสมบูรณ์กับประโยคใจความไม่สมบูรณ์ และคำเชื่อมประเภทนี้ยังสามารถบอกความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล, ความขัดแย้ง หรือความสัมพันธ์อื่นๆระหว่างประโยค เช่น because, since, as, although, though, while, whereas.

ตัวอย่าง:

1. I never go to Bangkok again since December 2011.

2. I learned about computer programs as an intern at XYZ company. 3. Although she was far away, she could see that he was watching her.

5. Interjection

            หรือก็คือคำอุทาน ใช้ในการบอกความรู้สึกของผู้พูด หรือผู้เขียน แต่จะไม่ใช้ในการเขียนอย่างเป็นทางการ และไม่มีผลในด้านแกรมม่าร์ของประโยค เช่น oops, uh-huh, ugh, yikes, ouch, aha, oh, dang

            ตัวอย่าง:

            1. Ouch! It hurts me.

            2. Oops! I drop the ice-cream again.

            3. Oh no! it’s raining again.

จบกันไปเรียบร้อยแล้วนะคะกับ Part of speech ทั้ง 8 ประเภท เป็นยังไงกันบ้าง ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ แต่ยังไงก็ต้องหมั่นทบทวนและฝึกใช้กันบ่อยๆนะ การเรียนภาษาถ้าอยากจะเห็นผลก็ต้องฝึกไม่ว่าจะฟัง พูด อ่าน เขียน ยิ่งถ้าจะนำไปต่อยอดในการเรียนหรือการทำงานแกรมม่าร์ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญเลยล่ะ ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้คนที่กำลังเรียนรู้ อย่าเพิ่งท้อกันนะคะ บทความหน้าจะเกี่ยวกับเรื่องอะไรรอติดตามกันด้วยน้า