Part of speech แกรมม่าภาษาอังกฤษขั้นเริ่มต้น (EP.1)

การเรียนภาษาอังกฤษทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป มีหลากหลายวิธีและช่องทางให้เราได้เรียนรู้ด้วยตัวเองนอกเหนือจากการเรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย หลายคนก็เลือกดูหนัง ดูซีรี่ส์ ฟังเพลง แถมสถาบันต่างๆเดี๋ยวนี้ก็เปิดคอร์สออนไลน์กันมากขึ้น มีทั้งฟรีและเสียเงินให้เราได้เลือกมากมาย ระดับความยากง่ายก็มีให้หมด แต่วันนี้เราจะมานำเสนอ แกรมม่า ภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับเริ่มต้นให้ทุกคนได้ทบทวนกัน โดยหัวข้อวันนี้จะเป็นเรื่องของ Part of speech ค่ะ

Part of speech

มาเริ่มกันที่ Part of speech หรือชนิดของคำกันก่อนเลยค่ะ ในภาษาอังกฤษจะมีคำทั้งหมด 7 ชนิด แต่วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันแค่ 3 ชนิดก่อนนะคะ เพราะแต่ละชนิดเนี่ยยังมีการแบ่งย่อยลงไปอีก ซึ่งเยอะมาก ค่อยๆเรียนค่อยๆจำกันไปนะคะ แล้วแต่ละชนิดมีลักษณะและการใช้งานยังไง เราลองไปดูกันเลยค่ะ

1. Noun

ชนิดแรกเลยก็คือคำนามค่ะ เป็นประเภทของคำที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ทั่วไป แต่ก็ยังมีแบ่งลงไปอีกเป็นนามเฉพาะ (proper noun) นามทั่วไป (common noun) นามนับได้ (countable noun) นามนับไม่ได้ (uncountable noun) อาการนาม (abstract noun) วัตถุนาม (concrete noun) สมุหนาม (collective noun) และคำประสม (compound noun) เรามาดูคำนามแต่ละชนิดกันดีกว่า

  • คำนามเฉพาะ (proper noun) ใช้เรียกสิ่งที่มีเพียงอันหนึ่งอันเดียว หรืออะไรที่เฉพาะเจาะจงไม่ว่าจะเป็นชื่อคน ชื่อสถานที่ ประเทศ ทวีป เมือง เป็นต้น ตัวอย่างเช่น John, Asia, France, German, Los Angeles ซึ่งคำนามชนิดนี้จะต้องใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (capital letter) ขึ้นต้นเสมอ
  • คำนามทั่วไป (common noun) ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานทั่วๆไปเลย เช่น man, dog, temple, pizza, pencil และเนื่องจากคำนามขนิดนี้ไม่ได้เฉพาะเจาะจงจึงไม่ต้องเขียนขึ้นต้นด้วยพิมพ์ใหญ่ นอกจากว่าคำนั้นๆจะขึ้นต้นประโยค
  • คำนามนับได้ (countable noun) เป็นนามที่สามารถใช้ตัวเลขนับได้เลย มีทั้งรูปเอพจน์และพหูพจน์ ถ้าเป็นเอกพจน์จะใช้ a หรือ an นำหน้า เช่น a cat, an owl, three cats, two owls
  • คำนามนับไม่ได้ (uncountable noun) เป็นคำนามที่ไม่สามารใช้ตัวเลขนับได้ ยกตัวอย่างพวกสิ่งของที่มีขนาดเล็กเกินไปอย่างแป้ง น้ำตาล หรือของเหลว ที่เวลานับต้องใช้หน่วยตามภาชนะที่บรรจุ ความรู้สึกนึกคิดต่างๆก็เช่นกัน และนามประเภทนี้จะมีรูปเป็นเอกพจน์เท่านั้น เช่น a glass of water, two packs of sugar, some advice
  • อาการนาม (abstract noun) นามชนิดนี้ส่วนใหญ่จะเป็นนามเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด หรือสถานะที่เป็นอยู่ของคน สัตว์ สิ่งของ เช่น love, beauty, dream, relaxation, childhood
  • วัตถุนาม (concrete noun) จะตรงข้ามกับอาการนาม ซึ่งก็คือเป็นคำนามที่สามารถรับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 (การมองเห็น, การได้ยิน, การสัมผัส, การดมกลิ่น, การรับรส) เช่น smile, music, medicine, flower, skin
  • สมุหนาม (collective noun) นามที่บ่งบอกคุณลักษณะของคำนามที่มาอยู่รวมกันเป็นหมวดหมู่ เช่น a pack of wolves, a group of people
  • นามประสม (compound noun) เป็นคำนามที่มีคำมากกว่าสองคำมารวมกัน เป็นได้ทั้ง noun + noun, adj + noun, verb + noun, noun + verb และอีกมากมาย เช่น
Part of speech

2. Pronoun

คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้เรียกแทนชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ต่างๆที่เป็นคำนามนั่นเอง และสามารถแบ่งย่อยออกมาได้ ดังนี้ personal pronoun, possesive pronoun, indefinite pronoun, relative pronoun, demostrative pronoun, interrogative pronoun และ reflexive pronoun แต่ละชนิดมีลักษณะยังไง และใช้งานแบบไหนมาดูกัน

  • Personal pronoun คือ สรรพนามแทนตัวบุคคล การจะเลือกใช้ต้องดูว่าเป็นใคร มีจำนวนเท่าไหร่ หรือเพศอะไร อีกทั้งยังสามารถแบ่งตามหน้าที่ได้อีกว่าใช้เป็นประธานหรือกรรมของประโยค
Part of speech
  • Possessive pronoun เป็นคำสรรพนามที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของ มีทั้งแบบที่เป็น adjective ซึ่งต้องมีคำนามที่ต้องการแสดงความเป็นเจ้าของตามหลัง และแบบที่แสดงความเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ ซึ่งก็คือไม่ต้องมีคำนามตามหลัง แต่นามนั้นจะต้องมีการกล่าวถึงไปก่อนหน้านี้แล้ว
Part of speech

ตัวอย่างประโยค

1. The book is on the table is my book.

   The book is on the table is mine.

2. My cat is black, what color is your cat?

My cat is black, what color is yours?

  • Indefinite pronoun สรรพนามที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงคนหนึ่งคนใดหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด้ ใช้กล่าวถึงทั่วๆไป ถ้าเป็นสิ่งของจะลงท้ายด้วย -thing ถ้าเป็นคนลงท้ายด้วย -body
Part of speech

**ข้อควรจำ**

คำสรรพนามชนิดนี้มีรูปแบบเป็นเอกพจน์เสมอ ดังนั้นคำกริยาที่ตามหลังจะต้องเป็นคำกริยาที่ใช้สำหรับประธานเอกพจน์

ตัวอย่าง:

  1. Everybody goes to the cinema today.
  2. Everything is fine.

ส่วนที่เป็นปฏิเสธเมื่อนำมาใช้ไม่ต้องใส่กริยาที่เป็นปฏิเสธซ้ำ

ตัวอย่าง:

  1. No one lives here.
  2. Nothing lasts forever.

เราสามารถใส่ ‘s ตามหลังเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของได้เช่นกัน

ตัวอย่าง:

  1. This is somebody’s house.
  2. Are these anybody’s sneakers?
  • Relative pronoun คือ คำสรรพนามที่เอาไว้เชื่อมระหว่างวลีหรือประโยคที่ขยายคำนาม กับคำนามหรือคำสรรพนาม ซึ่งคำส่วนใหญ่ที่ใช้กันคือ who, whom, whose, which, that, when และ where

ตัวอย่าง:

  1. The artist who get the award is talented.
  2. This is not a dog that bit me.
  3. A cake which I had yesterday is sold out.
  • Demonstrative pronoun ใช้สำหรับชี้เฉพาะเจาะจงคำนามที่อยู่ในประโยค ทั้งยังสามารถเป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ ศัพท์ที่ใช้สำหรับประเภทนี้ คือ

This (เอกพจน์), these (พหูพจน์) ใช้สำหรับสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ

That (เอกพจน์), those (พหูพจน์) ใช้สำหรับสิ่งที่อยู่ไกลๆ

ตัวอย่าง:

  1. This was my dad’s car.
  2. These are my pens.
  3. That is similar to my old house.
  4. Those are the books I really want.
  • Interrogative pronoun เป็นคำสรรพนามที่ใช้สำหรับคำถามโดยเฉพาะ ซึ่งทั้งหมดจะขึ้นต้นด้วย Wh- ทำให้จำได้ง่าย แต่อย่าสับสนกับ 5 Ws (what, when, where, why, who) เอานะ เพราะทั้งหมดนี้ไม่ใช่ interrogative แต่คำที่เป็นสรรพนามประเภทนี้ได้แก่ who, whom, whose, which, what

ตัวอย่าง:

  1. What is your favourite food?
  2. Whose bicycle is this?
  3. Whom are you speaking with?
  4. Who is the actor you like?
  5. Which one do you prefer?
  • Reflexive pronoun เราจะใช้สรรพนามประเภทนี้เป็นกรรมตรงเมื่อกรรมของของประโยคคือตัวเดียวกันกับประธาน มีทั้งรูปเอกพจน์และพหูพจน์
Part of speech

และจะใช้คู่กับสกรรมกริยา (คำกริยาที่ต้องมีกรรมมารองรับ) ซึ่งคำที่เห็นบ่อยๆจะมีดังนี้ amuse, blame, cut, dry, enjoy, help, hurt, introduce, kill, prepare, satisfy, teach

ตัวอย่าง:

  1. Be careful with the knife, you will cut yourself.
  2. I enjoy myself watching movie.
  3. They help themselves study Japanese.

3. Verb

คำกริยา คือ คำที่ใช้บ่งบอกสิ่งที่กระทำอยู่ มีทั้งการกระทำที่เเห็นชัดเจน เช่น กิน เดิน วิ่ง ร้องเพลง หรือเป็นกริยาที่ไม่สามารถเห็นได้แต่ก็เป็นสภาวะที่ทำอยู่ เช่น รู้จัก คิด พิจารณา เป็นต้น กริยายังสามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท ดังนี้

  • Action verb คำกริยาที่ใช้แสดงถึงการกระทำนั้นๆที่ประธานทำอยู่ ไม่ว่าจะแสดงออกมาทางกายหรือไม่ เช่น eat, think, run, want, read, believe
  • Transitive verb สกรรมกริยา หรือคำกริยาที่ต้องมีกรรมมารองรับเสมอนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นกรรมตรงหรือกรรมรองก็ตาม เช่น love, tease, flirt, grab, push
  • Intransitive verb คือ อกรรมกริยา ตรงข้ามกับตัวเมื่อกี้เลย นั่นก็คือไม่จำเป็นต้องมีกรรมมารองรับการกระทำ เป็นกริยาที่สkมารถบอกความหมายชัดเจนได้ในตัวเองอยู่แล้ว เช่น lie, sneeze, sit, die, arrive, walk, laugh, run
  • Auxiliary verb หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของกริยาช่วยนั่นเอง กริยาประเภทนี้ใช้คู่กับกริยาปกติเพื่อช่วยให้ประโยคเรามี mood, tone และ tense ซึ่งจะแบ่งเป็น auxiliary verb และ modal verb ได้ดังนี้
Part of speech
Part of speech
  • Stative verb คือ กริยาที่ใช้บอกสถานะของสิ่งที่เป็นรูปธรรม เช่น อารมณ์ ความรู้สึก ความสัมพันธ์ ตัวอย่างของคำกริยาประเภทนี้ เช่น disagree, doubt, believe, want

ตัวอย่าง:

  1. I doubt his opinion.
  2. She disagrees with the result.
  • Phrasal verb คำกริยาที่เกิดจากคำสองคำมารวมกัน หรือที่เรียกว่า กริยาวลี ซึ่งเป็นสองคำที่มีความหมายต่างกันมาวมกันและทำให้เกิดความหายใหม่ขึ้นมา เช่น run out, break up, catch up, come across, point out, sleep over

ตัวอย่าง:

  1. We run out of egg.
  2. She broke up with him a while ago.
  3. Please try to catch up what I’m teaching.
  4. We come across at the department store.
  5. She points out the mistake in the book.
  6. Let’s have a sleep over party at my place.
  • Irregular verb คือ คำกริยาที่สะกดต่างกันเมื่อผันเป็น past และ past participle ซึ่งมีจำนวนเยอะมาก แต่ว่าไม่ต้องกังวลไป เพราะเมื่อเราเริ่มใช้เราก็จะสามารถเรียนรู้และจดจำได้อย่างรวดเร็ว และต่อจากนี้จะเป็นตัวอย่างที่ใช้กันบ่อยๆนะคะ

เป็นยังไงกันบ้างคะกับ Part of speech อีพีแรกของเรา ยาวไม่ใช่เล่นเลยเนอะ แต่อย่าเพิ่งท้อนะคะยังเหลืออีก 4 ประเภท ระหว่างนี้ก็ค่อยๆทำความเข้าใจพาร์ทนี้ไปก่อน หรือถ้าใครเบื่อๆก็ลองเปลี่ยนไปฟังพอดแคสต์ก่อนก็ได้น้าาา ฝึกฟังไปในตัวด้วย การเรียนภาษาต้องใช้เวลาแต่เราเชื่อว่าคุณทำได้แน่นอน สู้ๆนะคะ