Present Simple Tense เท้นส์เริ่มต้นสำหรับการแต่งประโยค

ในการเริ่มแต่งประโยคภาษาอังกฤษก็คงต้องเริ่มที่ Present Simple Tense เพราะเป็นรูปแบบประโยคที่มีการผันกริยาหรือเปลี่ยนรูปคำอย่างง่ายที่สุด เป็นรูปแบบที่เราว่าจำง่ายที่สุดในบรรดาเท้นส์ต่างๆแล้วแหละ บทความนี้เราก็เลยจะมาสอนเกี่ยวกับเท้นส์นี้กันว่ามีหลักการยังไงบ้าง

หลักการใช้ Present Simple Tense

การใช้เท้นส์ประเภทนี้ แบ่งออกเป็น 3 วิธี คือ

1. พูดถึงความจริงโดยทั่วไป สิ่งที่เราทำจนเป็นนิสัย สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ พูดถึงอารมณ์หรือความปรารถนา เช่น Thailand is in Asia. (ความจริงโดยทั่วไป) I go to gym every day. (สิ่งที่ทำเป็นประจำ)

2. ใช้เวลาบอกทางหรือให้คำแนะนำ เช่น You walk down for 4 blocks, then turn left. (บอกทิศทาง) Warm the oven for 20 minutes. (บอกวิธีการ)

3. ใช้สำหรับบอกตารางเวลา หรือบอกสิ่งที่จะเกิดในอนาคตตามหลัง conjunctions เช่น The train arrives at 9 o’clock. (บอกตารางเวลา) There is an email after you pay for your ticket. (บอกสิ่งที่จะเกิดในอนาคต)

เราได้พูดถึงเรื่อง verb ไว้ในบทความ part of speech ep.1 แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก เรื่องของคำกริยาเมื่อนำมาใส่ในประโยคและในประโยคก็มีเรื่องของเท้นส์ หรือก็คือกาลเวลานั่นเอง ดังนั้นตัวคำกริยาจึงต้องมีการเปลี่ยนรูปให้เข้ากับช่วงเวลาและตัวประธาน เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นเราจะทำเป็นตารางเปรียบเทียบให้ดูกัน

present simple tense

จากตารางจะเห็นว่าเมื่อ verb ใช้คู่กับประธานที่เป็นสรรพนามบุรุษที่ 3 จะต้องมีการเติม s ตามหลัง แต่ในการเติมนั้นก็มีเงื่อนไขเช่นกัน ถ้าเป็นคำกริยาที่มีตัว y ลงท้ายและเป็นสระต้องเปลี่ยนจาก y เป็น i และเติม -es ตามหลัง แต่ถ้า y เป็นตัวสะกด สามารถเติม s ไปได้เลยเหมือนคำกริยาทั่วไป อีกเงื่อนไขหนึ่งก็คือคำกริยาที่มี -ss, -x, -sh, -ch ลงท้ายจะต้องเติม -es ตามหลัง

ตัวอย่างประโยค

He wants to go to coffee shop in 10 minutes.

She cries because she has to leave.

สำหรับการแต่งประโยคก็ไม่ได้มีแค่ประโยคบอกเล่าเท่านั้น ยังมีประโยคปฏิเสธและประโยคคำถาม ซึ่งประโยคเหล่านี้ต้องมี verb เข้ามาช่วย และคำกริยาช่วยเหล่านั้นก็ต้องเปลี่ยนไปตามประธานเช่นกัน verb ช่วยที่เราเห็นบ่อยๆก็คือ Do และเมื่อทำมาใช้คู่กับสรรพนามบุรุษที่ 3 ก็เปลี่ยนเป็น Does และเมื่อใช้คำกริยาช่วยแล้ว คำกริยาหลักก็ต้องคงรูปไว้ ไม่ต้องเติม s เพิ่มหรือเปลี่ยนรูปใดๆ ตามตารางข้างล่างนี้เลย

present simple tense

จากตารางก็จะเห็นว่าในประโยคบอกเล่า ประธานที่เป็น he, she, it จะเติม s หลังคำกริยา แต่พอเป็นประโยคปฏิเสธและคำถามเราจะใช้ does เข้ามาช่วย หลังคำกริยาจึงไม่ต้องมี s อีกนั่นเอง และในรูปประโยคปฏิเสธเราสามารถลดรูปจาก does not เหลือแค่ doesn’t ได้ แต่จะใช้สำหรับการพูดเท่านั้น ถ้าเป็นการเขียนควรใช้รูปเต็ม

สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ให้แม่นก็คือ Present Simple Tense ไม่สามารถใช้บรรยายสิ่งที่กำลังทำหรือกำลังเกิดขึ้นใน ณ เวลานี้ได้ หากต้องการพูดถึงสิ่งกำลังเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้จะใช้เป็นอีกเท้นส์หนึ่ง ซึ่งเราจะนำมาพูดถึงในคราวถัดไป